Facebook หมอชาวบ้าน Youtube หมอชาวบ้าน


โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน

< กลับหน้าหลัก

มือเท้าชา อย่านิ่งนอนใจ


หมวดหมู่หลัก: ฟรีแลนซ์

หมวดหมู่ย่อย: เจ็บป่วยทั่วไป

14-05-2022 11:47

เหน็บชา อาการที่หลายคนเป็นบ่อยแต่ไม่เคยสนใจ เป็นแล้วเดี๋ยวก็หายเอง เป็นธรรมชาติของร่างกาย แต่อาการ “เหน็บชา“ ที่เกิดบ่อยมากเกินไปอาจเป็นสัญญาณของอันตรายได้ ซึ่งอาการชาของบางคนนั้นบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการกดทับของเส้นประสาทบริเวณต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการหลับลึก เมาสุรา ป่วยหนัก พิการทางสมอง จนเส้นประสาทที่ถูกกดทับช้ำมากไม่สามารถฟื้นคืนสภาพปกติภายในเวลาอันสั้น หากเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยทันที

ภาพประกอบเคส

เหน็บชา อาการที่หลายคนเป็นบ่อยแต่ไม่เคยสนใจ เป็นแล้วเดี๋ยวก็หายเอง เป็นธรรมชาติของร่างกาย แต่อาการ “เหน็บชา“ ที่เกิดบ่อยมากเกินไปอาจเป็นสัญญาณของอันตรายได้ ซึ่งอาการชาของบางคนนั้นบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการกดทับของเส้นประสาทบริเวณต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการหลับลึก เมาสุรา ป่วยหนัก พิการทางสมอง จนเส้นประสาทที่ถูกกดทับช้ำมากไม่สามารถฟื้นคืนสภาพปกติภายในเวลาอันสั้น หากเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยทันที

อย่างไรก็ตาม ยังมีอาการชาประเภทต่างๆ บริเวณที่ต้องระวัง ซึ่งหากวินิจฉัยโรคของตัวเองหรือรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรได้ในเบื้องต้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุร้าย ดังนี้

  1. รู้สึกชาปลายเท้าและปลายมือเข้าหาลำตัว สาเหตุของอาการมักเกิดจากปลายประสาทอักเสบหรือปลายประสาทเสื่อม ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหารที่สำคัญบางชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 หรือ วิตามินบี 12 นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นเนื่องจากการเป็นโรคบางชนิดได้ด้วย เช่น โรคไต โรคมะเร็ง เป็นต้น

  2. รู้สึกชามือ แต่ไม่รู้สึกชาเท้า การชาเฉพาะที่มืออย่างเดียวโดยไม่ชาเท้า แต่ละส่วนจะแสดงความผิดปกติที่แตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งบริเวณของมือที่ชาเป็นส่วนๆ ได้ดังนี้

  3. ชาปล ายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่นิ้วก้อยไม่ชาหรือชาน้อยที่สุด มักเป็นตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน สาเหตุเกิดขึ้นจากเอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือ ไม่อันตรายมากนัก แก้ไขได้โดยลดงานที่ใช้มือข้างนั้นๆ ลง เลี่ยงท่าทางที่ทำแล้วทำให้มือชา เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ หรือถ้าเป็นมากอาจจะต้องฉีดยาที่ข้อมือเพื่อบรรเทาอาการ
  4. ชาที่บริเวณนิ้วก้อย นิ้วนาง และขอบมือด้านเดียวกัน แต่ไม่เลยเกินข้อมือ เกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับตรงข้อศอก วิธีการแก้ไขให้เลี่ยงท่าทางที่ทำให้ชาเช่นเดียวกับข้อข้างต้น ถ้ารู้สึกชาเลยข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก จะมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  5. ชาหลังมือไม่เกินข้อมือ โดยเฉพาะบริเวณง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ต้นแขน หากคุณรู้สึกเช่นนี้ควรเลี่ยงการนั่งเอาแขนพาดพนักเก้าอี้ ถ้ารู้สึกชาเลยขึ้นมาถึงแขน อาจเป็นเพราะเส้นประสาทบาดเจ็บบริเวณรักแร้
  6. ชาเป็นแถบตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วมือ เกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อม และมีผลต่อการกดทับเส้นประสาท หากรู้สึกเช่นนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

  7. รู้สึกชาเท้า แต่ไม่รู้สึกชาที่มือ มีวิธีการแก้ไขดังต่อไปนี้

  8. ชาหลังเท้าขึ้นมาถึงหน้าแข้ง เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณใต้เข่าด้านนอก อาจเป็นเพราะคุณนั่งไขว่ห้าง นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานเกินไป หลีกเลี่ยงท่านั่งเหล่านี้ และห้ามใช้อะไรรองใต้ข้อพับเข่าเวลานอน

  9. ชาฝ่าเท้า เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ตาตุ่มด้านในหรือในอุ้งเท้า ถ้าต้องการจะหายโดยเร็วควรเลิกท่าทางที่จะทำให้ขาชา และลดการยืนหรือเดินนานๆ หากเป็นไปได้ให้นั่งพักบ้าง
  10. ชาทั้งเท้า โดยรู้สึกชาที่ข้างใดข้างหนึ่ง และมักชาขึ้นมาถึงใต้เข่า เกิดจากเส้นประสาทได้รับบาดเจ็บบริเวณสะโพก
  11. ชาด้านนอกของต้นขา มีสาเหตุมาจากเส้นประสาทจะถูกกดทับที่ขาหนีบ ถ้าอยากหายควรหลีกเลี่ยงการงอพับบริเวณสะโพก
  12. ชาเป็นแถบจากสะโพกลงไปถึงเท้า เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท นับว่าเป็นอาการที่รุนแรงและหากรักษาผิดวิธีอาจจะทำให้พิการได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน

ทั้งนี้อาการชาตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม อีกทั้งรูปแบบการชาก็หลากหลาย บางคนอาจจะแยกไม่ออก หรือรักษาผิดวิธี จนทำให้อาการทรุดลงได้ ดังนั้น หากยังไม่แน่ใจในอาการที่เป็นอยู่ว่าเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ก็อย่าฝืนตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา : โรงพยาบาลราชวิถี
https://bit.ly/3K8L3Xs


สอบถาม
เพิ่มเติมกับ
แชทบอท