Facebook หมอชาวบ้าน Youtube หมอชาวบ้าน


โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน

< กลับหน้าหลัก

การใช้ยาฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ


หมวดหมู่หลัก: LGBTQ

หมวดหมู่ย่อย: เจ็บป่วยทั่วไป

08-03-2022 11:00

การใช้ยาฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศเป็นวิธีการรักษาที่คนข้ามเพศนิยมเพื่อเปลี่ยนสรีระให้มีลักษณะแบบเพศที่ตนต้องการ

ภาพประกอบเคส

การใช้ยาฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศเป็นวิธีการรักษาที่คนข้ามเพศนิยมเพื่อเปลี่ยนสรีระให้มีลักษณะแบบเพศที่ตนต้องการ คนจำนวนมากใช้โดยไม่ปรึกษาแพทย์เนื่องจากไม่ตระหนักถึงอันตรายที่ตามมาโดยเฉพาะภัยจากยาคุมกำเนิด กล่าวคือ การใช้ยาฮอร์โมนในปริมาณมากเพื่อเร่งผล หรือใช้ผิดประเภทหรือผิดขนาดอาจส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด สาเหตุของการเสียชีวิตซึ่งพบมากในกลุ่มคนข้ามเพศ

ร่างกายของคนข้ามเพศแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยาที่เหมาะสมกับแต่ละคนจึงต่างกัน บางคนเหมาะที่จะรับยากิน บางคนได้ยาทา หรืออาจได้ยาแบบเดียวกันแต่ต่างโดส ซึ่งแพทย์จะแนะนำได้ดีที่สุด

การใช้ยาฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนลักษณะภายนอก และการตรวจร่างกายหลังใช้ยา

1. ชายเป็นหญิง

  • ใช้ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ร่วมกับเสริมฮอร์โมนเพศหญิง โดยยาฮอร์โมนที่ใช้ควรเป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงตามธรรมชาติ
  • จะเริ่มที่ยาขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น
  • เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนเป็นระยะ เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดโดยมีผลข้างเคียงต่ำที่สุด
  • เจาะเลือดเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาเป็นระยะ
  • โดยทั่วไปผลของฮอร์โมนจะเต็มที่ ที่ประมาณ 2-3 ปี
  • ในรายที่ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว จะต้องใช้ฮอร์โมนเพศหญิงระยะยาว เพื่อป้องกันความเสื่อมของร่างกาย เช่น ภาวะกระดูกพรุน
  • ความผิดปกติของช่องคลอดใหม่ ควรได้รับการตรวจภายในเพื่อวินิจฉัยและรักษา

2.หญิงเป็นชาย

  • ใช้ยาฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันใช้ในรูปแบบยาฉีด หรือยาทา
  • จะเริ่มที่ยาขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการโดยมีผลข้างเคียงต่ำที่สุด
  • เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมน และภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาเป็นระยะ
  • โดยทั่วไปผลของฮอร์โมนจะเต็มที่ ที่ประมาณ 2-5ปี
  • หากยังมีมดลูกและรังไข่ ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกตามมาตรฐาน (ทุก 1 ปี) และต้องคุมกำเนิดในกรณีที่มีคู่ที่สามารถผลิตอสุจิได้ เนื่องจากยาฮอร์โมนเพศชายไม่สามารถใช้คุมกำเนิดได้

สำคัญที่สุดคือ การใช้ยาฮอร์โมนไม่ใช่วิธีที่จะใช้ได้กับทุกคน บางรายไม่อาจใช้ยาฮอร์โมนได้เลย เช่น คนไข้ที่มีโรคมะเร็งเต้านม กล้ามเนื้อหัวใจตาย หลอดเลือดหัวใจตีบ คนไข้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ มีความเข้มข้นของเลือดมากเกินไป คนไข้ที่มีค่าตับหรือค่าไขมันผิดปกติ เป็นต้น

ที่มา:
(1) ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิกสุขภาพเพศ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, https://bit.ly/3i6pdaP
(2) ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาลิทยาลัยเชียงใหม่ https://bit.ly/3CLk4Ng


สอบถาม
เพิ่มเติมกับ
แชทบอท